แบกเป้เที่ยวพม่าวันที่5 ตอน เที่ยวย่างกุ้ง

แบกเป้เที่ยวพม่าวันที่5   ตอน เที่ยวย่างกุ้ง

ต่อจากตอนที่แล้ว  => แบกเป้เที่ยวพม่าวันที่4 ตอน พุกามวันที่ 2




 หลังจากได้ตัดสินใจต่อเวลาอยู่ที่พุกามอีกหนึ่งวัน จากนั้นเราก็ได้ทำการจองตั๋วรถทัวร์ผ่านเจ้าหน้าที่ของเกสท์เฮ้าท์ที่เราพักอยู่เลย

สามทุ่มมีรถมารับที่เกสท์เฮ้าท์และไปส่งที่สถานีขนส่ง (Highway bus terminal ) ...  ตั๋ว VIP  แต่รถเหมือน ปอ.1 บ้านเรา แถวละ 4 ที่นั่ง เบาะแคบๆ

รถวันนี้มีปัญหานิดหน่อย ตอนจองตั๋วและหน้าตั๋วระบุว่าได้ที่นั่ง G3   แต่พอขึ้นรถกลับกลายเป็นว่า G3 แหม่มสาวนั่งเรียบร้อย  และบัสโฮสเตสท์ ให้เรามานั่ง J3  ซึ่งเป็นที่นั้งหลังสุด  พร้อมกับบอกว่าเสียใจ (Sorry) เนื่องจากผิดพลาดจากการสื่อสารระหว่างจองตั๋ว



จากพุกามมาถึงสถานีขนส่ง อ่อง มิงกาลา (Aung Mingalar) ที่ชานเมืองย่างกุ้ง ก็ใช้เวลาประมาณ 8 ชั่วโมง ( จากพุกามสามทุ่มกว่าๆ มาถึงก็ตีห้ากว่าๆ)

 เมื่อมาถึงขนส่งทุกอย่างก็คล้ายๆกับที่อื่นๆ   นั่นคือเสียงร้องเรียกเจี๊ยวจ้าวของแท๊กซี่และผู้ให้บริการอื่นๆ   ส่วนเราก็ใช้มุขเดิมๆคือชิ่งหนีไปตั้งหลักก่อนแล้วค่อยกลับมาเจรจา



เราอยากศึกษาและเรียนรู้ แท๊กซี่จึงขอเก็บไว้เป็นทางเลือกสุดท้าย  ... จากนั้นเราก็เลยหาข้อมูลเกี่ยวกับรถเข้าเมืองซึ่งก็ได้ผล  ที่สถานีมีรถตู้วิ่งเข้าใจกลางเมืองนั้นคือสาย อ่อง-สุเล ( (Aung Mingalar - Sule Pagoda)  ซึ่งให้ความรู้สึกประมาณว่าคล้ายๆกับรถตู้สาย นวนคร-อนุสาวรีย์ชัยฯ  ... ค่าโดยสารคนละ 1000 จ๊าด หรือ 30 บาท  ถ้าเป็นแท๊กซี่ก็จะต้องจ่ายประมาณ 7,000 -8.000 จ๊าด

เรามาถึงเจดีย์สุเล ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวกลางใจเมืองในตอนเช้าตรู่ ซึ่งตอนนั้นยังไม่มีอะไรน่าสน  เราก็เลยนั่งรถเมล์โดยสารต่อไปที่ วัดเจดีย์โบดาทาวน์ (Botataung Pagoda ) และหยุดทานอาหารเช้าที่ร้านริมแม่น้ำย่างกุ้ง (ค่ารถเมล์คน 200 จ๊าด  หรือ  6 บาท)


นั่งรถมินิบัสจากสุเลมาประมาณสิบนาที  เรามาถึงหน้าวัดเจดีย์โบดาทาวน์ เวลา 6.15 น,

กองทัพเดินด้วยท้อง  หยุดแวะเติมพลัง เติมน้ำชากาแฟที่ร้านค้าข้างวัดริมแม่น้ำย่างกุ้ง

วัดเจดีย์โบดาทาวน์  ซึ่งต้องซื้อตั๋วบัตรผ่านเพื่อเข้าชม
พระเกศาธาตุของพระพุทธเจ้า
เจดีย์โบดาทาวน์ แปลว่า เจดีย์นายทหาร 1000นาย ตามตำนานเล่าขานว่า เมื่อราว 2000 ปีก่อน พระเจ้าโอกะลาปะ กษัตริย์มอญทรงบัญชาให้นายทหารระดับแม่ทัพตั้งแถวถวายสักการะแด่พระเกศาธาตุ ที่นายวาณิชสองพี่น้องอัญเชิญมาทางเรือและมาขึ้นฝั่งเมืองตะเกิงหรือดากอง ณ บริเวณนี้.... อ่านต่อคลิกที่นี่ => เจดีย์โบดาทาวน์  (ประวัติและเรื่องราวของเจดีย์ รวมถึงเรื่องราวของเทพทันใจและเพทกระซิบ

นัตโบโบจี  หรือเพททันใจ ที่คนไทยรู้จัก
ชุดบูชาเทพทันใจ  มะพร้าวกับกล้วย   ... ธรรมดาก็ถูกหน่อยถ้าเคลียบสีทองก็แพงหน่อย  
ณ จุดนี้พี่เสือก็แอบอธิฐานไว้เหมือนกัน แต่ยังไม่เป็นผลเลยแถมหนักกว่าเดิม ก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะได้ไปแก้บนสักที

เทพกระซิบ  เป็นเทพอีกองค์ที่เป็นที่เคารพนับถือของคนทั่วไป

หลังจากเที่ยวชม ขอพรและสักการะสิ่งศักดิ์เพื่อความเป็นสิระมงคลเรียบร้อยแล้ว เราก็เดินทางต่อไปที่เจดีย์ชเวดากองซึ่งเป็นแลนด์มาร์ที่สำคัญของย่างกุ้ง ... โดยใช้บริการของรถเมล์โดยสารอีกเช่นเคยค่าโดยสารก็คนละ  6 บาท และใช้เวลาเดินทางประมาณ 20 นาทีก็ถึง

พระมหาเจดีย์ชเวดากอง หรือ เจดีย์ทองแห่งเมืองดากองหรือตะเกิง (ชื่อเดิมของเมืองย่างกุ้ง) แห่งลุ่มน้ำอิระวดี มหาเจดีย์ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศพม่า มีความสูงถึง 326 ฟุต ตามประวัติเล่าว่าพระมหากษัตริย์มอญคือพระเจ้าโอกะลาปะ ทรงเลื่อมใสในศรัทธาพระพุทธศาสนา ได้ทรางก่อสร้างองค์พระเจดีย์ชเวดากองขึ้นมาเมื่อกว่า 2000 ปี ก่อน ต่อมาพระมหากษัตริย์มอญและพม่าแทบทุกพระองค์....  อ่านต่อได้จากลิงค์นี้เลยจร้า => เจดีย์ชเวดากอง
นับว่าโชคดีที่ไปถึงตอนเช้า (ประมาณเก้าโมงเช้า) ซึ่งแดดยังไม่จัดและไม่ร้อนมาก ก็เลยทอดน่องเดินดูรอบๆได้อย่างสบายใจ ไม่ต้องรีบเร่ง
เจดีย์เหลืองอร่าม สวยงามมาก

บริเวณรอบๆของเจดีย์ชเวดากอง 

21 พ.ย. 2017  8:59 hrs : บริเวณรอบๆ จะมีพระภิกษุ สามเณร และผู้คนที่มีจิตศรัทธาและเลื่อมใสในศาสนามานั่งทำกิจทางศาสนากันจำนวนมากบ้างก็นั่งสมาธิหันหน้าเข้าเจดีย์  บ้างก็กางตำราสวดมนต์ต่อหน้าเจดีย์ ฯลฯ
*** ห้ามสวมใส่รองเท้าขึ้นไปเดินบริเวณรอบๆเจดีย์ และเก็บค่าเข้าชมคนละ 10,000 จ๊าด หรือ 300 บาท

หลังจากเดินชมรอบๆอยู่ประมาณ 45 นาที  ก็ทำการมูฟไปยังสถานีต่อไปซึ่งเป็นสวนสารธาณะ Kandawgyi Park ที่อยู่ใกล้ๆกับมหาเจดีย์ชวาเดกอง (สามารถเดินถึงกันได้ )

เรือรูปหงษ์กลางสระน้ำ

สะพานไม้ที่ทอดยาวเป็นกิโลไปกลางสระน้ำเพื่อให้เดินชมทัศนียภาพและเรือรูปหงษ์

ภาพพระอาทิตย์กำลังจะตกดิน ซึ่งสามารถมองเห็นมหาเจดีย์ชวาเดกองเป็นฉากหลังอยู่ใกล้ๆ (ภาพประกอบจาก tripadvisor.com )
สวนแห่งนี้จะมีทางเดินเป็นสะพานไม้ยาวเป็นกิโลให้ชมวิวและเรือรูปหงส์  มีโซนร้านอาหาร เหมาะสำหรับมาเดินเล่นพักผ่อนหย่อยใจตอนเช้าๆหรือตอนค่ำๆ 

จุดนี้เรามาผิดเวลา ตอนกลางวันๆอากาศค่อนข้างร้อน  เราก็เลยได้แค่นั่งดูและสูดอากาศอยู่สักพักจากนั้นก็เดินทางต่อไปที่ตลาดสก๊อต (Scott Market) หรือตลาดโบย๊อก

การเดินทางไปตลาดโบย๊อกเที่ยวนี้เราเลือกใช้บริการแท๊กซี่ ราคา 2,500 จ๊าด ( 75 บาท)  ใช้เวลาเดินทางประมาณ 10 นาที 

จุดนี้ตอนลงจากรถเกือบพลาด  ดันสับสนกับตัวเลข มองแบ๊งค์ 5,000 เป็นแบ๊งค์ 500  และจ่ายไปเรียบร้อยแล้ว 5 ใบ   คนขับแท๊กซี่พี่แกก็เนียน โอเคๆ อย่างเดียว   แต่โชคดีเผอิญสติสตางค์กลับมาทันท่วงเวลาก่อนลงจากรถ

รูปด้านหน้าของตลาดตลาดสก๊อต (Scott Market) หรือตลาดโบย๊อก
ซึ่งเป็นสถานที่ช็อปปิ้งที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในประเทศพม่า เป็นแหล่งศูนย์รวมของฝากทุกชนิด

เมื่อเดินทางมาถึงจุดนี้ก็ต้องผิดหวังเล็กๆ เนื่องจากเป็นวันจันทร์และเป็นวันหยุดตลาด  ก็เลยได้แต่ยืนดูสถาปัตยกรรมที่ด้านนอกเท่านั้น... จากนั้นก็เดินเข้าร้านฟาสฟู๊ดส์ที่อยู่ข้างๆเพื่อเพิ่มเติมพลังงาน

หลังเติมพลังและเรียกความสดชื่นด้วยกาแฟเข้มๆแล้ว  เราก็เดินทางต่อไปยังเจดีย์สุเล ซึ่งเป็นจุดที่รถตู้พาเรามาส่งเมื่อตอนเช้า  ซึ่งอยู่ใกล้ๆกับตลาดโบย๊อก สามารถเดินถึงได้ภายในไม่กี่นาที

สุเล เจดีย์หลักกลางใจเมือง และเป็นวงเวียน
เจดีย์นี้ตั้งอยู่กลางใจเมือง ไกล้แหล่งช๊อปปิ้งที่สำคัญๆ  และเป็นจุดศูนย์รวมของรถโดยสารซึ่งส่วนใหญ่จะมารวมกันอยู่ที่นี่ จะกว่าไปแล้วหากเปรียบเทียบก็คงคล้ายๆกับอนุสาวรีย์ชัยฯ

สี่วันที่ผ่าน 4 วัน 3 เมือง  ผมค่อนข้างอิ่มกับการเช้าชมวัดและเจดีย์ ดังนั้นเมื่อมาถึงจุดนี้ ผมจึงไม่เลือกที่เข้าไปชมภายในเจดีย์อีก

ที่จุดนี้ได้แต่เดินดูเจดีย์อยู่รอบนอก เดินดูตึกที่อยู่ข้างๆซึ่งเป็นมรดกตกทอดและเป็นสภาปัตยกรรมของอังกฤษ และเลือกที่จะนั่งสัมผัสบรรยากาศช่วงแดดร่มลมตกอยู่ในบริเวณสวนหย่อมด้านข้างของเจดีย์  ดูกิจกรรมและดูการเคลื่อนไหวของผู้คนและนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวชมที่นี่





จากนั้นก็เตรียมตัวเดินทางไปยังเป้าหมายถัดไปคือวัดที่นักท่องเที่ยวนิยมไปอีกสองสามแห่ง ซึ่งตั้งอยู่บริเวณทางผ่านที่จะไปสนามบิน ซึ่งถือโอกาสเป็นการล่องกลับสนามบินไปในตัว


ที่คิดไว้ตั้งใจจะเดินทางโดยแท๊กซี่ แต่เผอิญได้มีโอกาสได้พูดคุยกับหลวงพีองค์หนึ่ง ซึ่งท่านให้ข้อมูลค่อนข้างดี และพาไปส่งถึงจุดขึ้นรถเมล์  เราก็เลยได้นั่งรถเมล์ศึกษาเส้นทาง ดูบรรยากาศสองข้างทางจนกระทั่งเดินทางมาถึงวัดงาทัตจีในเวลาประมาณ 40 นาทีในเวลาต่อมา.....  หลวงพี่ใจดีมาก




ซุ้มประตูทางเข้าวัดงาทัตจี Nga Htat Gyi Pagoda


วัดงาทัตจี Nga Htat Gyi Pagoda มีพระพุธรูปองค์ใหญ่ หลวงพ่องาทัตจี แปลว่า หลวงพ่อที่สูงเท่าตึก 5 ชั้น เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยที่แกะสลักจากหินอ่อน ทรงเครื่องแบบกษัตริย์ เครื่องทรงเป็นโลหะ ส่วนเครื่องประกอบด้านหลังจะเป็นไม้สักแกะสลักทั้งหมด และสลักป็นลวดลายต่างๆ จำลองแบบมาจากพระพุทธรูปทรงเครื่องสมัยยะตะนะโบง (สมัยมัณฑเลย์)

จากนั้นก็เดินทางต่อไปที่วัดพระพุทธไสยาสน์เจาทัตยีหรือพระตาหวาน (Chaukhtatgyi Buddha) ซึ่งอยู่ใกล้กันกับวัดงาทัตจี


พระพุทธไสยาสน์เจาทัตยี หรือพระตาหวาน • พระพุทธไสยาสน์เจาทัตยี หรือพระตาหวาน เป็นพระนอนปางพุทธไสยาสน์องค์ใหญ่ มีความยาวกว่า 70 เมตร เป็นพระนอนที่ใหญ่ที่สุดและมีความงดงามที่สุดของประเทศพม่า ทั้งพระพักตร์และขนตาที่งดงาม ดวงตาของท่านเป็นแก้ว สั่งผลิตมาจากต่างประเทศ .... อ่านต่อ => พระนอนตาหวาน


พระนอนปางพุทธไสยาสน์องค์ใหญ่ มีความยาวกว่า 70 เมตร

หลังจากเยี่ยมชมและนมัสการพระตาหวานแล้ว ก็ตั้งใจว่าจะเดินทางไปต่อที่ เจดีย์กาบาเอ KaBa Aye Pagoda ซึ่งเป็นทางผ่านกลับไปสนามบิน

แต่เท่าที่ฟังข้อมูลจากคนท้องถิ่นแล้ว เขาบอกว่าจราจรติดขัดมาก หากไปหยุดแวะที่นี่เวลาอาจไม่พอและอาจตกเครื่อง.... เพื่อเป็นการเพลเซฟและปลอดภัยไว้ก่อนเราจึงหยุดการเดินทางต่อและจับแท๊กซี่เดินทางมุ่งหน้ากลับสนามบิน และบินกลับเมืองไทยเวลา 19.00 น.


เก็บตกที่สนามบิน




ที่บ้านการหิ้วปิ่นโตเอาข้าวไปกินที่ทำงาน  อาจจะเป็นอะไรที่ดูเขินๆสำหรับหนุ่มสาวรุ่นใหม่สมัยใหม่ในยุคนี้


แต่ที่พม่า  การหิ้วปิ่นโตข้าวมาจากบ้านถือเป็นเรื่องปกติ 

จากภาพน้องนางน่าจะเป็นพนักงานต้อนรับภาคพื้นดินของสายการบิน






แบกเป้ครั้งนี้รวมแล้ว 5 วัน 4 คืน  นับการเดินทางที่สนุก และท้าทาย  รวมถึงได้ความรู้และประสบการณ์ มากมาย

ท่านใดสนใจหรือพอมีเวลาก็เลยดูนะ   อย่ารอจนถึงวันที่หมดเรี่ยวแรงไปไหนไม่ไหวแล้วค่อยเที่ยว  เพราะเมื่อวันนั้นมาถึงท่านอาจทำได้แค่ไปเยี่ยวแล้วเลี้ยวรถกลับ 

Thanks ขอบคุณที่ติดตามครับ


แผนที่ประกอบเส้นทางเสือผ่านย่างกุ้ง




คลิปที่เกี่ยวข้อง