แบกเป้เที่ยวพม่าวันที่4 ตอน พุกามวันที่ 2




ต่อจากตอนที่แล้ว => แบกเป้เที่ยวพม่าวันที่3  ตอน วันแรกที่พุกาม

ต่อจากเมื่อวาน...



หลังจากที่ตะลอนๆมาทั้งวันแล้ว หลังรับประทานอาหารเย็นเสร็จเราก็ไม่ได้ไปไหนต่อและเข้าสู่โหมดการเฝ้าพระอินทร์จนกระทั่งถึงเช้า

ตื่นเช้ามาหลังอาบน้ำอาบท่าเรียกความสดชื่นแล้วก็ออกมานั่งจิบกาแฟและทานอาหารเช้าพร้อมทั้งเข้าสู่โหมดการสนทนากับเพื่อนๆที่พักในเกสเฮ้าท์ด้วยกัน เพื่อแชร์ประสบการณ์เล่าสู่กันฟัง



ตามแพลนของวันนี้ (20 พ.ย. 2559) ตั้งใจว่าจะเข้าไปเก็บรายละเอียดในพิพิธภัณฑ์และเข้าชมภายในวังทอง(Bagan Golden Palace) ดังที่ได้เอ่ยถึงไว้ตอนที่แล้ว

แต่หลังจากได้พูดคุยกับเพื่อนที่ร่วมเดินทางมาจากมัณฑะเลย์ด้วยกันซึ่งเป็นวิศกรคู่สามีภรรยาชาวฮังการี ( สามีวิศวโยธา ภรรยาวิศวเครืองกล) ก็เลยต้องมีการปรับแพลนกันใหม่

โดยทั่วในวงสนทนานอกเหนือจากการประสบการณ์กันแล้วสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยก็  " วันนี้ยูแพลนจะไปไหนต่อ? "

"I plan to go to Mount Popa ... ฉันวางแผนที่ไปภูเขาโปปา " คือคำตอบที่ได้รับจากเพื่อนร่วมทาง

Mount Popa  มันคืออะไร?   มันอยู่ไหนอย่างไร ?   และมีทีเด็ดอะไร?   คำถามตามมาเป็นชุดหลังจากได้ยินคำตอบจากเพือนร่วมทาง

ตรูไปด้วย .... หลังจากได้ฟังคำบอกเล่าคร่าว ๆ  หลังจากนั้นก็ทำการติดต่อจองรถกับเจ้าหน้าที่เกสเฮาท์ ราคาค่ารถตู้ไปกลับ ก็คนละประมาณ 10,000  จ๊าด  หรือ 300 บาท


ระยะทางจากพุกามประมาณห้าสิบกว่ากิโล
ลิงค์รายละเอียดเกี่ยวกับภูเขาโปปา => Mount Popa


เก้าโมงเช้ากว่าๆ ล้อรถตู้เริ่มหมุนออกจากเกสเฮ้าส์  จากนั้นก็ไปจอดพักและดูการทำน้ำตาลของชาวบ้านและผลผลิตจากน้ำตาลโตนด

สาธิตการบีบเอาน้ำมันจากเมล็ดพืช 

ผลผลิตจากน้ำตาลและน้ำตาลสด (ตาลโตนด)


แม่บ้านทำกับข้าว

เตาเคี่ยวน้ำตาล

ชุดรับแขก โต๊ะเก้าอี ทำจากต้นตาล


หลังยุดพักเยี่ยมชมและชิมประมาณ 20 นาที  ก็เดินทางต่อไปยังเม้าท์โปปา ซึ่งต้องใช้เวลาเดินทางต่อไปอีกประมาณเกือบชั่วโมง

วัดตุง คาลัท (Taung Kalat Temple) บนยอดเขาซึ่งมองจากจุดชมวิวที่เนินเขา

เมือซูมเข้าไปใกล้ๆจากจุดชมวิวที่เนินเขา ก็จะเห็นเจดีย์เหลืออร่าม

ประวัติคร่าวๆ :
      โปปาเป็นอดีตภูเขาไฟที่ดับแล้วและสูงประมาณ 4981 ฟุต อยู่ห่างจากเมืองพุกามไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 50 กิโลเมตร .......  ภูเขามีความสูงมากๆและบนยอดยังเป็นที่ตั้งของ "วัดตุง คาลัท" (Taung Kalat Temple) ...... วัดที่มีความสำคัญมากแห่งหนึ่งของเมืองพุกามซึ่งสามารถเห็นยอดเจดีย์เหลืองอร่ามตั้งอยู่บนยอดเขาเวลามองในระยไกลๆ
 ตามความเชื่อดั้งเดิมของประชาชนชาวพม่านั้นเชื่อกันว่าภูเขาลูกนี้เป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์เป็นสถานที่สิงสถิตของบรรดาเทวดาและนัตทั้งหลาย..... เขาโปปา (Mount Popa) ชื่อนี้มาจากรากศัพท์ภาษาสันสกฤตแปลว่าดอกจำปา เนื่องจากในอดีตบริเวณภูเขาลูกนี้เคยมีต้นจำปาขึ้นอยู่เป็นจำนวนมากหรือเรียกอีกชื่อว่า “ภูเขาดอกจำปา” 

ส่วนเรื่องความเชื่อและความศรัทธาอื่นๆ รวมเรื่องราวแบบเต็มๆอ่านต่อได้จากลิงค์ต่อไปนี้
Cr: http://burma-travel.blogspot.com


พระพุทธรูป
สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นที่นับถือของคนพม่า
พระพุทธรูปและเทพต่างๆที่ชาวพม่านับถือ
มาถึงก็เป็นช่วงเวลาที่พระกำลังฉันเพลพอดี
นักท่องเที่ยว(แต่งชุดพม่า)กำลังดูทัศนียภาพบริเวณรอบๆเนินเขา
หมู่บ้านที่อยู่บนเนินเขา


ทางขึ้นวัดบนยอดเขานี้จะค่อนข้างสูงมากและต้องขึ้นบรรไดถึง 777 ขั้นตลอดสองเส้นทางก็จะมีไอ้จ๋อมาคอยต้อนรับอยู่เป็นระยะๆ  .... และกว่าจะขึ้นไปถึงก็ทำเอาหอบแฮกๆไปหลายรอบเลยทีเดียว

ภาพประกอบจากกูเกิ้ล

การขึ้นเขาครั้งนี้ถือว่าเป็นการเข้าสู่โหมดการเผาพลาญพลังงานได้ดีทีเดียว .....  หลังจากขึ้นไปถึงยอดเขาและถึงวัดไม่นานระบบย่อยก็ทำงานหนักทันที    ทำเอาถึงกับหิวขาสั่นตอนขาลง  

ตอนขาขึ้นยังรู้สึกดี  เห็นแม่ค้าขายของกินอยู่ที่เนินเขายังรู้สึกเฉยๆและออกอาการเมินๆ ..

แต่พอขากลับลงมาต้องบอกว่าคนละอารมณ์เลย...อะไรที่ดูหยำแหยะจนอยากเมินหน้าหนีตอนขาขึ้น กลับกลายเป็นอะไรก็สดชื่น และหวดไปหลายรายการ

ยำมะละกอ  ....  ของแท้ต้องใช้มือยำ และขยำจนหยำแหยะ  
ช่วงขาขึ้นดูแล้วอยากปิดตา แต่ตอนลงขาสั่น หวดไม่เหลือ 556
  อะไรก็รู้หน้าตาคล้ายแกงจีดวุ้นเส้น  อีกหนึ่งเมนูของกินยอดฮิต
ขาสั่นไม่ไหวแล้ว หวดก่อน


ขึ้น-ลง เที่ยวชม+สักการะสิ่งศักดิ์ รวมถึงเดินดูร้านขายของที่ระลึก  หลงจ๊งแล้วก็ใช้เวลาอยู่กับที่นี่หนึ่งชั่วโมงครึ่ง จากนั้นก็เดินทางกลับโดยจอดแวะตลาดชาวบ้านที่ตั้งอยู่บนเนินเขานิดหน่อย (ประมาณ 20 นาท)

ที่ตลาดส่วนใหญ่ก็จะขายของกินของใช้ที่จำเป็นต่อชีวิตประจำวันของชาวบ้าน กล้วย มะละกอ ส้ม น้อยหน่า หัวเผือกหัวมัน ฟักแฟงแตงกว่า เป็นต้น
  ส่วนที่บรรจุในรูป พี่เสือเองก็ไม่แน่ใจว่ามันคืออะไร  แต่คิดว่าน่าจะเป็นดอกจำปาหรือประมาณว่าน่าจะน้ำมันดอกจำปา
ซึ่งเป็นดอกไม้ประจำท้องถิ่นและมีจำนวนมากและเป็นที่มาของที่ภูเขาลูกนี้ (โปปา แปลว่าดอกจำปาในภาษสันสฤต)

วงเวียนบริเวณตลาดเนินเขา

ออกจากตลาดที่เนินเขาโปปาเวลา 14.45 น และกลับมาถึงทีพักประมาณบ่ายสองโมงจากนั้นก็ทำการเช่ามอไชต์และขี่เที่ยวชมเจดีย์และสถานที่ต่างๆที่ยังเหลือต่อจากเมื่อวานซึ่งส่วนใหญ่อยู่ทางด้านขวามือของถนนจากเกสท์เฮ้าท์ไปทะเลเจดีย์

จุดแรกเราไปเริ่มที่เจดีย์ชเวกูจีพญา (Shwegu Gyi Phaya) หรือวัดถ้าทอง  ตามด้วยเจดีย์เจดีย์สัพพัญญู หรือ วัดถัดบินยู (That Bin Nyu)  จากนั้นก็ใช้มอไชต์ขี่ซอกแซกไปตามถนนเล็กๆ ตามไปดูวัดเก่าๆเจดีย์เล็กเจดีย์น้อยที่อยูรอบๆบริเวณแถบนั้นอีกหลายแห่งด้วยกัน






Minochantha


เราขี่มอไชต์ไล่เก็บสแปร์ไปเรื่อยจากไกลมาใกล้ จนมาถึงวัด Minochantha

จากบ่ายสองโมงจนถึงห้าโมงเย็นที่วัด Minochantha และตั้งใจว่าจะพอและจบทริปสำหรับพุกามที่นี่

และระหว่างที่ขี่รถกลับที่พัก ก็บังเอิญแอบไปเห็นทางเดินเล็กๆ สำหรับคนเดินและเพียงพอสำหรับมอไชต์วิ่งได้  และสามารถมองเห็นเจดีย์ตั้งอยู่กลางไร่อีกสองสามจุด  เราก็เลยวัดดวงเสี่ยงขี่รถตามไปดู

ระหว่างทางก็เจอเจดีย์ Khaymingha และ Oak Kyuang Gyi  ซึ่งตั้งอยู่กลางไร่พืชสวน




ดูเผินๆเหมือนไม่มีอะไรในกอใผ่ แต่เมื่อขี่รถเข้าไปใกล้ๆ  Oak Kyuang Gyi   ก็จะพบว่ามีรถยนตส่วนบุคลและมอไชต์มาจอดอยู่ใกล้ๆ  เราก็เลยตัดสินใจเดินตามรอยเท้าคนอื่นๆไป และเมื่อถึงเจดีย์จึงรู้ว่าที่นี่คือจุดสำหรับดูพระอาทิตย์ตกดินที่สำคัญอีกแห่งหนึงเลยที่เดียว ...

จุดนี้เป็นความทรงจำที่ดี บรรยากาศฟินมาก  มีนักท่องเที่ยว(ฝรั่ง)
นำหีบเพลงขึ้นมาบรรเลงดนตรีประกอบตอนพระอาทิตย์กำลังจะตกดินด้วย

พระอาทิตย์กำลังจะตกดินเวลา 17.21 น.

เก็บหลักฐาน   เวลา 17.23 น




หลังจากพระอาทิตย์ตกดินแล้วก็เริ่มมืดและมองไม่ค่อยเห็นทาง   ถึงตรงนี้เราก็เลยตัดสินใจหันหัวมอไชต์กลับที่พักและเป็นอันว่าจบทริปสำหรับเมืองพุกามไว้ที่นี่

เมื่อถึงที่พักก็จัดการอาบน้ำอาบท่า เก็บเสื้อผ้ายัดใส่กระเป๋า และไปสั่งอาหารมื้อเย็นที่ร้านอาหารที่อยู่ข้างๆเกสท์เฮ้าท์ และเตรียมตัวเดินทางกลับมาจบทริปที่เมืองกุ้ง


พบกันใหม่ในตอนต่อไป  วันที่ 5  วัดสุดท้ายทิ้งทวนที่เมืองย่างกุ้ง ก่อนบินกลับไทย  !


Thanks ที่ติดตาม...............................