Sinsuran Night Market


อาหารทะเลที่ตลาด Sinsuran 




เมืองโคตาคินาบาลู (Kota Kinabalu) นี้ผู้เขียนได้มีโอกาสไปสามถึงสี่ครั้งนับตั้งแต่ปี 2552 เป็นต้นมา  และมีโอกาสได้ไปที่นั้นอีกครั้งเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม  2557 (2014)

ครั้งนี้มีเวลาได้แสตนบายอยู่บนฝั่งนานหน่อยก่อนที่จะบินลงแท่นเจาะน้ำมันกลางทะเล และก็มีเวลาได้เที่ยวยังสถานที่ต่างๆ ซึ่งก็ได้เขียนรีวิวไว้ดังลิงค์ต่อไปนี้

Fish Hot Plat

ฟิชฮอทเพลท (Fish Hot Plat) สูตรดั้งเดิม


เดือน มิถุนายน  2016 (2559)  เป็นช่วงที่พี่เสือได้รับมอบหมายให้ไปช่วยงานที่เมืองเผิงไหลประเทศจีนซึ่งเป็นโปรเจ็คงานติดตั้งระบบควบคุมเครนขนาดใหญ่ และทุกครั้งที่โปรเจ็คมีความคืบหน้าไปในทางที่ดี  ทางทีมลีดเดอร์ก็พาลูกทีมไปรีแล็กซ์เป็นครั้งคราวตามความเหมาะสม

โปรเจ็คนี้ประกอบด้วยหลายชาติหลายภาษา จากโซนอเมริก ก็จะมีอเมริกันซึ่งเป็นหัวเรือใหญ่และก็ตามด้วยอเมริกันที่โอนสัญชาติอีกสามสี่คน เช่น อเมริกันเชื้อสายอินเดีย อเมริกันเชื้อสายเวียดนาม อเมริกันเชื้อสายแม๊กซิโก  เป็นต้น และจากจากโซนอาเซียนก็ประกอบไปด้วย 4 หนุ่มคือ สิงคโปร์ 1 คน  มาเลเซีย 2 คน และ อีกหนึ่งจากไทย ส่วนที่เหลือก็เป็นวิศวกรท้องถิ่นชาวจีน


ณ วันนั้นดูเหมือนทางหัวหน้าทีมซึ่งเป็นคนจีนคงเห็นว่าแต่ละคนมาจากละทิศละทาง  งานเลี้ยงต่างๆที่ผ่านมาก็มักจะไปรวมตัวกันที่ร้านฮอดพอท (hot pot) สมัยใหม่กันเสียส่วนใหญ่ซึ่งหาได้ทั่วไป  วันนี้พี่แกก็เลยเปลี่ยนสไตล์และลองพาไปสัมผัสอะไรที่เป็นสูตรดั้งเดิมดูบ้าง

เมนูนี้ดูเหมือนจะให้ชื่อว่า fish hot plat  ซึ่งพี่เสือจะได้นำมารีวิวให้ดูกันว่าเขาทำกันแบบไหนอย่างไร ดังนี้


สภาพโต๊ะว่าง ๆ
นั่งประจำที่เตรียมพร้อม

บนโต๊ะก็จะมีกระทะใบใหญ่ ที่ให้ความร้อนด้วยแก๊ส

ขั้นตอนแรก ใส่ผักและเครื่องเทศ

ขั้นตอนที่สอง นาปลาต่างๆมาวางทับบนผักและสมุนไพร

ขั้นตอนที่สาม  ราดน้ำซุ๊ปลงไป

หลังราดซุ๊ปและน้ำปรุงรสเรียบร้อย

จากนั้นก็วางทับต้วยตะแกรง พร้อมทั้งวางหม่านโถวทับด้านบน

จุดแก๊สต้ม  และในระหว่างที่รอก็จะมีอาหารว่างจัดมาให้รองท้องไปพลางๆ

หลังใช้เวลาต้มผ่านไปประมาณ 30 นาที  หน้าตาก็เป็นอย่างที่เห็น ปลาสุกด้วยการต้ม หม่านโถวสุกด้วยการนึ่ง
ปลาสุกได้ที่

เมื่อปลาสุกได้ที่  พนักงานก็จะนำเอามันบดที่ปั้นเป็นก้อนกลมๆมาแปะที่ขอบกระทะ  โดยใช้วิธีขว้างแปะเหมือนขว้างดินเหนียวแปะกับผนังประมาณนั้น  ซึ่งเป็นเผามันด้วยความร้อนจากขอบกระทะ

 เมื่อทุกอย่างสุกได้ที่   สถานะก็เปลี่ยนเข้าสู่โหมดสามัคคีแฮนด์  โดยใช้ตะเกียบคู่ใจที่มีอยู่คีบเข้าสู่ระบบย่อยอาหารได้ตามใจชอบควบคู่กับยาแก้กษัยเส้นที่เตรียมไว้ให้ ซึ่งก็มีทั้งเหล้าขาว ไวน์ และก็เบียร์



ภายใต้บรรยากาศแบบนี้มันช่างทำให้คิดถึงภาพเมื่อครั้งที่หนังจีนกำลังภายในกำลังบูม  ซึ่งเรามักจะได้เห็นฉากที่จอมยุทธทั้งหลายมานั่งล้อมวงร่ำพร้อมด้วยต้มซุปหม้อใหญ่หลังจากเสร็จกิจจากการซ้อมวิทยายุทธ ....  ซึ่งก็เป็นอะไรฟินไปอีกแบบ !!!

ทริปหรรษา

การเดินทางครั้งนี้ เพื่อนร่วมงานในออฟฟิศถึงกับบอกว่าเป็นอะไรที่ตลก หรือ Funny trip


จุดหมายปลายทางของทริปนี้คือแท่นเจาะน้ำมันกลางอ่าวไทยซึ่งคล้ายกับในหลายๆครั้งที่ผ่านมา   พิกัดก็อยู่กึ่งกลางระหว่างนครศรีธรรมราชกับสัตหีบชลบุรีโดยค่อนไปทางสัตหีบนิดหน่อย

ซึ่งถ้าย้อนหลังไปเมื่อสามสี่ปีก่อนหากมีงานที่หรือมี Requested จากลูกค้าให้มาช่วยงานที่อ่าวไทย แอดมินของแผนกก็จัดตั๋วให้บินมาลงที่สนามบินสุวรรณภูมิ จากนั้นก็นั่งรถยนต์ต่อไปที่ดอนเมือง

ส่วนระยะหลังก็จะมีการเปลี่ยนแปลงนิดหน่อย จากเดิมที่เคยนั่งการบินไทยหรือสิงคโปร์แอร์ไลน์หรือสายการบินมาตรฐานอื่นๆ  ก็เปลี่ยนมาเป็นแอร์เอเซียเนื่องบินตรงไปที่สนามบินดอนเมืองเลย จากนั้นก็บินต่อไปที่สนามบินนครศรีธรรมราชโดยแอร์เอเซีย (AirAsia) หรือไม่ก็เป็นนกแอร์ (nok air)  เพื่อไปขึ้นเฮลิคอปเตอร์เพื่อบินต่อไปยังอ่าวไทย


พนักงานต้อนรับแอร์เอเซีย (ภาพประกอบจากกูเกิล)

1st time in Japan

First time in Japan 
ญี่ปุ่นครั้งแรก

ภาพประกอบจากกูเกิล

    ทริปนี้เกิดขึ้นช่วงกลางเดือน  พฤษภาคม  2004 (2547)   ซึ่งได้รับโอกาสจากผู้บังคับบัญชาให้ไปช่วยงาน FAT (Factory Acceptance Test) ที่บริษัทผู้ผลิตเครนสำหรับยกตู้คอนเทรนเนอร์สินค้าที่เมืองโออิตะ (OITA)

 * Factory Acceptance Test => คือการทดสอบเพื่อตรวจรับงาน ณ โรงงาน




ช่วงนั้นสนามบินสุวรรณภูมิยังสร้างไม่เสร็จ การเดินทางก็ต้องไปขึ้นเครื่องที่สนามบินดอนเมืองแล้วบินตรงไปที่สนามบินฟุกุโอกะ ( Fukuoka) จากนั้นก็นั่งรถไฟต่อไปอีกประมาณสองชั่วโมงไปลงที่เมืองโออิตะ (Oita) และเช็คอินเช้าพักที่โรงแรมริมแม่น้ำก่อนเดินทางไปยังบริษัทผู้ผลิตเครนในตอนเช้าของวันรุ่งขึ้น

ถ่ายรูปหมู่คู่กับเครนที่จะต้องไปช่วยทำหน้าที่ในการทดสอบฟังก์ชั่นเบื้องต้น  ( ชุดสีเขียวคือตัวแทนฝ่ายผู้ผลิต  ชุดสีขาวคือตัวแทนบริษัทผู้ซื้อ   คนกลางคือผู้บังคับบัญชาซึ่งต้องขอขอบคุณเอาไว้ ณ ที่นี่ที่ให้โอกาส )

เขาใส่หมวกกันหมด มีเราคนเดียวโชว์หน้าสดไม่ใส่หมวก 556

ถ่ายจากบนเครน    ฉากหลังเป็นบริเวณโดยรอบๆ

ทดสอบระบบควบคุมเครน


สองวันผ่านไปหลังจากเสร็จงานที่ได้รับมอบหมายแล้ว   ตอนเย็นก็มีการเลี้ยงอาหารค่ำขอบคุณลูกค้าซึ่งจัดขึ้นที่กลางใจตัวเมืองโออิตะ

ครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่มีโอกาสได้มาญี่ปุ่น  ประสบการณ์ที่ได้รับถือได้ว่าเป็นความทรงจำที่ดีและยากจะลืม  มีโอกาสได้สัมผัสไลฟ์สไตล์(กินอยู่คือ) แบบญี่ปุ่นแบบถึงเนื้อถึงตัวเลยที่เดียว

เมนูมื้อค่ำ ณ วันนั้นจัดได้ว่าเป็นเมนูที่สุดๆ มีทั้งซาซิมิปลาเป็นๆ(Fish Sashimi)และซาซิมิหมึกเป็นๆ(Squid Sashimi)  ที่สั่งมาแกล้มกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างโชยุและสาเก(มีทั้งสาเกร้อนและสาเกเย็น)  และรวมถึงเมนูสุดโต่งอื่นๆมากมาย


(Cr: www.polskaludowa.com)  ตัวอย่างซาซิมิปลาเป็นๆ ของจริงๆส่วนหัวยังไม่ตายและยังหายใจตะงาบๆอยู่ในจาน
(Cr: www.polskaludowa.com)  ตัวอย่างซาซิมิปลาหมึกเป็นๆ    ของจริงๆนั้นหนวดปลาหมึกยังดิ้นได้อยู่เลย


หลังเรียบร้อยจากมื้อค่ำแล้ว ตัวแทนฝ่ายลูกค้าก็พาไปแนะนำให้รู้จักวิธีชีวิตการกินดื่มของคนท้องถิ่นที่ไนท์คลับแห่งหนึ่งซึ่งก็เป็นความทรงจำดีๆอีกเช่นกัน

บริเวณย่านกินดื่มในยามค่ำคืน


งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา.... หลังเสร็จหน้าที่การงานแล้ววันรุ่งขึ้นก็มีโอกาสได้ไปเที่ยวบนยอดเขาแห่งหนึ่งซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวของเมืองนี้รวมถึงแหล่งน้ำพุร้อนอื่นๆ  แต่ทว่ารูปมันหายก็เลยไม่มีมาอวดกันในที่นี้


คุณหลอกดาว...


เมื่อเสร็จงานที่ได้รับหมอบหมายก็บินกลับโดยเส้นทางเดิมจากสนามบินฟุกุโอกะมาลงที่ดอนเมือง.....การเดินทางจากญี่ปุ่นมาถึงไทยก็เป็นอะไรที่ราบรื่นประมาณว่า smooth as silk  ไม่มีอะไรติดขัด... แต่ทว่าดันมาเป็นเรื่องที่เมือง
คลิปคุณหลอกดาว
https://www.youtube.com/watch?v=afUd6U9u_UA
ในระหว่างที่กำลังจะออกมาขึ้นแท๊กซี่ของสนามบิน  ก็ปรากฏว่ามีคนมาดักหน้าดักหลังเพื่อถามว่าจะไปไหน?  พอตอบว่าจะไปแหลมฉบัง ก็เป็นอันว่าเข้าทางปีน...พี่แกก็เสนอบริการทันทีโดยโชว์รูปรถวอลโวล์สีเขียวพร้อมเสนอราคาค่าโดยสารสุดพิเศษ

รถวอลโว่ไปแหลมฉบัง1500 บาท ถือว่าสมเหตุสมผล (แพงกว่าแท๊กซี่ทั่วไป 300 แต่ได้นั่งวอลโว่ )

สรุปว่าอาวๆๆ ไปก็ไป .....และหลังจากที่ล้อหมุนออกจากสนามบินได้นิดหน่อยพี่แกก็ขอเก็บค่ามัดจำส่วนหนึ่งทันทีหนึ่งพันบาทที่เหลือจ่ายปลายทาง

หลังจ่ายค่ามัดไปได้ชั่วแค่อึดใจพี่แกก็เริ่มออกลาย   แกจอดรถพร้อมชี้ไปที่ยางและบอกว่ายางแบนสงสัยจะรั่วไปต่อไม่ได้  จากนั้นก็เลี้ยวเข้าซอยที่อยู่ใกล้ๆแล้วส่งหมูต่อให้กับแท๊กซี่เน่าๆ+แอร์ร้อนๆที่จอดรอรับช่วงอยู่ต่อ

สรุปว่าเค้าหากินกันเป็นทีม   ค่ามัดจำจ่ายไปแล้วเปรียบเสมือนอ้อยเข้าปากช้างและเป็นอะไรที่ยากต่อการแก้ไขและทำอะไรไม่ได้   ทำได้อย่างเดียวคืออวยพรพรึมพรำอยู่ในใจ " ทำมาหากินแบบนี้ ก็ขอให้รวยๆ"






นับจากวันนั้นเป็นต้นมา  ผมไม่เคยให้ความสนใจกับพวกแท๊กซี่ที่คอยมายืนถามไถ่และคอยให้บริการด้านในอีกเลย   ถ้าจวนตัวก็ถามสั้นๆคำเดียวว่า " กดมิเตอร์ไหม  ถ้าไม่กดมิเตอร์ก็ไม่ต้องมาถามอะไร "  => กดหรือไม่กด?  สั้นๆง่ายๆ



จบบันทึกทริปเมืองโออิตะ.......thanks ที่ติดตาม...

Patenga Beach

Patenga beach,Bangladesh
ปอเต็งก้า บีช  บังคลาเทศ (หาดปอเต็งก้า)

ภาพชายหาด ใช้ก้อนหินและก้อนอิฐถมบริเวณชายฝั่งและจะเห็นทรายก็ต้องรอให้ช่วงน้ำลง
ภาพโดยรวมอาจเทียบไม่ได้กับหาดเมืองไทย (CR: Google.com)

ภาพเหล่านี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 09 ธันวาคม 2548   เมื่อครั้งที่ไปทำโปรเจ็คเกี่ยวกับเครนท่าที่เมืองจิตตะกอง ประเทศบังคลาเทศ

เมืองนี้เป็นเมืองท่าทางทะเลที่สำคัญในการนำเข้าและส่งออกสินค้าทางเรือของบังคลาเทศเนื่องจากตั้งอยู่ติดกับทะเล

สถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญก็จะประกอบไปด้วย ค็อกซ์บาซาร์(cox's bazar) ซึ่งเป็นชายหาดธรรมชาติที่ยาวที่สุดในโลกซึ่งก็ได้เคยเขียนรีวิวไว้แล้ว  (คลิกดูรายละเอียด)

สำหรับรีวิวนี้จะพาไปดูสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญอีกแห่งหนึ่งซึ่งเป็นชายหาดที่อยู่ใกล้กับตัวเมือง ใกล้สนามบินและใกล้กับท่าเรือ ซึ่งชาวบ้านเรียกว่า "หาดปอเต็งก้า"

Hiroshima flea market

Hiroshima flea market
ตามไปดูตลาดนัดวันหยุดที่ฮิโรชิม่า


ช่วงเดือนมิถุนายน 2548   พี่เสือมีโอกาสได้ไปอยู่ที่เมืองฮิโรซิม่าประมาณหนึ่งเดือน  ซึ่งเป็นการเดินไปเพื่ออบรมเกี่ยวกับงานที่รับผิดชอบ (เครนยกตู้คอนเทรนเนอร์)

โปรแกรมการอบรมก็จะเป็นช่วง weekday  หรือจันทร์ถึงศุกร์  ส่วนเสาร์อาทิตย์ก็จะเป็นวันหยุดซึ่งสามารถเดินทางไปพักผ่อนหรือท่องเที่ยวได้ตามต้องการ  


เผิงไหลเก๋อ

วัดลัทธิเต๋า เผิงไหลเก๋อ 蓬莱阁

Cr: google.com

นิยามของ Penglai Pavilion หรือเผิงไหลเก๋อ
Cr : https://www.facebook.com/pg/siamrajtravel/photos/?tab=album&album_id=1222403407791089

เผิงไหลเก๋อ เป็นวัดลัทธิเต๋า สร้างราว 1,500 ปี (ค.ศ. 1061) ในสมัยราชวงศ์ซ้อง ภายในวัดจะมีวิหารอยู่หลายแห่ง เช่น วิหารเจ้าแม่ทับทิม วิหารแปดเซียน วิหารพระพุทธเจ้า รวมถึงป้อมปราการที่สร้างไว้ป้องกันข้าศึกรุกรานทางทะเล เราจะพาไปชมภาพที่มาของตำนาน “แปดเซียนข้ามสมุทร ซึ่งอยู่ภายในหอแปดเซียน สร้างขึ้นในสมัยเป่ยซ่ง ต่อมาในสมัยราชวงศ์หมิง และราชวงศ์ชิงได้ขยายบูรณะใหม่ ลักษณะเป็นแปดเหลี่ยม ภายในนอกจากแปดเซียนแล้วยังมีเทพเจ้าอื่นๆให้ท่านได้สักการะ พร้อมชมวิวทิวทัศน์ที่สวยงาม




ดังที่เกริ่นไว้ในตอนแรก (ตอน เส้นทางสู่ประเทศจีน)  ผมได้เดินทางมาจีนสองครั้งในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน ครั้งแรกตั้งแต่กลางเดือนมกราคม ถึงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2016 เนื่องจากเป็นช่วงตรุษจีน ซึ่งเกือบทั้งหมดจะหยุดการทำงาน  ทีมที่บินมาช่วยจากสิงคโปร์ก็ต้องเดินทางกลับฐาน จากนั้นก็กลับมาอีกรอบช่วง 19 เมษายน ถึง 10 มิถุนายน 2016

จริงๆแล้วเผิงไหลเก๋อนี้ไกล้โรงแรมที่พักซึ่งหากกันแค่ประมาณ 3 กิโลเมตร ( นั่งแท็กซี่ 9 นาที)  ซึ่งมองเห็นใกล้ๆ  แต่ทว่าประเด็นหลักคือเดินทางมาทำงาน ออกแต่เช้ากลับมาก็เกือบมืดก็เลยไม่ได้ไปเที่ยวชมสักที  จนกระทั่งถึงวันที่โปรเจ็คผ่านการทำ FAT  แล้วจึงมีโอกาส

(FAT= Factory Acceptance Test => โปรเจ็คได้ผ่านการทดสอบฟังก์ชั่นเพื่อตรวจรับงานโดยลูกค้า ณ โรงงาน)


22 พค (MAY) 2016  หลังโปรเจ็คผ่าน FAT จึงได้หยุดครึ่งวัน และก็เป็นโอกาสที่จะได้ออกเที่ยวเผิงไหลเก๋อซึ่งเป็นสถานที่ท่องที่สำคัญของเมืองเผิงไหล   ซึ่งก็ได้เก็บภาพภายในบางส่วนมาฝากกันดังนี้


ติดตามเรื่องเล่าล่าสุด กดไลน์ที่นี่จร้า