เผิงไหลเก๋อ

วัดลัทธิเต๋า เผิงไหลเก๋อ 蓬莱阁

Cr: google.com

นิยามของ Penglai Pavilion หรือเผิงไหลเก๋อ
Cr : https://www.facebook.com/pg/siamrajtravel/photos/?tab=album&album_id=1222403407791089

เผิงไหลเก๋อ เป็นวัดลัทธิเต๋า สร้างราว 1,500 ปี (ค.ศ. 1061) ในสมัยราชวงศ์ซ้อง ภายในวัดจะมีวิหารอยู่หลายแห่ง เช่น วิหารเจ้าแม่ทับทิม วิหารแปดเซียน วิหารพระพุทธเจ้า รวมถึงป้อมปราการที่สร้างไว้ป้องกันข้าศึกรุกรานทางทะเล เราจะพาไปชมภาพที่มาของตำนาน “แปดเซียนข้ามสมุทร ซึ่งอยู่ภายในหอแปดเซียน สร้างขึ้นในสมัยเป่ยซ่ง ต่อมาในสมัยราชวงศ์หมิง และราชวงศ์ชิงได้ขยายบูรณะใหม่ ลักษณะเป็นแปดเหลี่ยม ภายในนอกจากแปดเซียนแล้วยังมีเทพเจ้าอื่นๆให้ท่านได้สักการะ พร้อมชมวิวทิวทัศน์ที่สวยงาม




ดังที่เกริ่นไว้ในตอนแรก (ตอน เส้นทางสู่ประเทศจีน)  ผมได้เดินทางมาจีนสองครั้งในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน ครั้งแรกตั้งแต่กลางเดือนมกราคม ถึงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2016 เนื่องจากเป็นช่วงตรุษจีน ซึ่งเกือบทั้งหมดจะหยุดการทำงาน  ทีมที่บินมาช่วยจากสิงคโปร์ก็ต้องเดินทางกลับฐาน จากนั้นก็กลับมาอีกรอบช่วง 19 เมษายน ถึง 10 มิถุนายน 2016

จริงๆแล้วเผิงไหลเก๋อนี้ไกล้โรงแรมที่พักซึ่งหากกันแค่ประมาณ 3 กิโลเมตร ( นั่งแท็กซี่ 9 นาที)  ซึ่งมองเห็นใกล้ๆ  แต่ทว่าประเด็นหลักคือเดินทางมาทำงาน ออกแต่เช้ากลับมาก็เกือบมืดก็เลยไม่ได้ไปเที่ยวชมสักที  จนกระทั่งถึงวันที่โปรเจ็คผ่านการทำ FAT  แล้วจึงมีโอกาส

(FAT= Factory Acceptance Test => โปรเจ็คได้ผ่านการทดสอบฟังก์ชั่นเพื่อตรวจรับงานโดยลูกค้า ณ โรงงาน)


22 พค (MAY) 2016  หลังโปรเจ็คผ่าน FAT จึงได้หยุดครึ่งวัน และก็เป็นโอกาสที่จะได้ออกเที่ยวเผิงไหลเก๋อซึ่งเป็นสถานที่ท่องที่สำคัญของเมืองเผิงไหล   ซึ่งก็ได้เก็บภาพภายในบางส่วนมาฝากกันดังนี้




หน้าทางเข้า

บริเวณปากทางเข้า ซึ่งจะต้องผ่านประตูกำแพงเมืองเข้าไป

เมื่อผ่านกำแพงเมืองเข้าไป ก็จะมีแผนที่ให้ดูประกอบว่าแต่ละส่วนมีอะไรบ้าง ซึ่งลักษณะโครงสร้างก็คล้ายเมืองซึ่งทำเป็นกำแพงเมืองขนาดใหญ่ล้อมรอบบริเวณที่เป็นวัด ศาลเจ้าและบ้านพัก และถัดจากกำแพงเมืองก็จะเป็นเวิ้งน้ำหรือแม่น้ำซึ่งทำหน้าที่คล้ายกับเป็นคูเมืองขวางกั้นถัดจากกำแพงเมือง  จากนั้นก็เป็นโซนของวัดและศาลเจ้าและที่พัก
ส่วนโซนถัดไปก็จะเป็นบริเวณยอดเขาซึงมีกระเช้าไฟฟ้า (cable car ) เอาไว้ให้บริการด้วย

ถัดจากกำแพงเมืองเข้ามาก็จะมีแม่น้ำกั้นทำหน้าที่เป็นเสมือนกับคูเมือง

มันสวยขนาดนี้จะไม่เซลฟี่เก็บไว้สักรูปมันก็กระไรอยู่  ซิมิๆ

ร้านขายของที่ระลึกจุดแรกหลังข้ามสะพานมา


หลังจากข้ามกำแพงเมืองมาก็จะเป็นโซนที่เป็นวัดและศาลเจ้าและวิหารเซียน
ซุ้มประตูปากทางเข้าโซนวัดและศาลเจ้าและวิหารเซียน

ศาลเจ้าและเซียนหรือเทพเจ้า อะไรสักอย่าง

ศาลเจ้าและเซียนต่างๆ

นักท่องเที่ยวพร้อมไกด์ซึ่งกำลังบรรยายประวัติและเรื่องราวต่างๆ     เราพยายามเนียนๆเข้าไปฟังเหมือนกันอยากรู้ว่าอะไรเป็นอะไร แต่ทุกอย่างเป็นเสียงในฟิมล์ ก็เลยฟังไม่เข้าใจ

หมดจากโซนนี้ก็จะเป็นทางเท้าสำหรับท่านที่ต้องการไปดูทัศนียภาพและเรื่องราวต่างๆและทัศนียภาพบริเวณยอดเขา

นอกจากทางเท้าแล้วก็ยังมีกระเช้าไฟฟ้า(Cable cars) ไว้ให้บริการซึ่งเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง



บางท่านที่ขาแข้งไม่ค่อยดี หรือไม่อยากไปต่อที่บริเวณยอดเขา   ก็สามารถเดินทางออกได้จากตรงนี้ ซึ่งก็จะมีร้านค้าขายของที่ระลึกไว้ให้เชือกช๊อปมากมาย

ร้านขายของที่ระลึก

บนยอดเขา ก็จะมีศาลเจ้าตั้งเด่นตระหง่านอยู่  ซึ่งเป็นที่ศรัทธาของคนท้องถิ่น
ทางขึ้นเป็นบรรไดค่อนข้างสูงชัน  กว่าจะไปขึ้นไปถึงก็เล่นเอาเหนื่อยโฮกเหมือนกัน

ริบบิ้นผ้าสีแดง ซึ่งเป็นของมงคลอะไรสักอย่างซึ่งมีขายในศาลเจ้า  ซื้อหรือร่วมทำบุญแล้วตั้งจิตก็อธิฐานจากนั้นก็เอาไปผูกไว้ที่บริเวณที่จัดให้

ชั้นสองหรือชั้นบนก็เช่นเดียวกัน มีริบบิ้นสีแดงอีกหนึ่งประเภท วิธีการก็คล้ายกันซื้อหรือทำบุญตามที่กำหนดก็จะได้ริบบิ้นหรือผ้าแดงมาหนึ่งผืนจากนั้นก็ตั้งจิดอธิฐานตามปราถนา แล้วก้ผูกไว้บริเวณรอบๆจุดที่ท่านชอบใจ

มีระฆังยักษ์  ซึ่งหากจะตีระฆังนี้ก็ต้องทำบุญตามกฏเกณฑ์   รายการนี้ฟังภาษาจีนไม่เข้าใจว่ากฏ กติกา มันเป็นอย่างไร ได้แค่ถ่ายรูปเป็นไว้ดูเล่น

 ไฮไลท์ของบริเวณนี้ก็น่าจะเป็นบริเวณนี้ ซึ่งเป็นปฏิมากรรมหินแกะสลักเป็นมังกรสองตัว (Dragons sculpture) และมีลูกแก้วอยู่ระหว่างกลาง   ซึ่งเป็นเขตแนวรอยต่อระหว่างทะเลโบไห่กับทะเลเหลือง (point of Bohai sea and Yellow Sea)
Point of Bohai sea and Yellow Sea

ขอหน่อยแล้วกัน  ห้ามว่ากันนะ 556

แนวเขตระหว่างทะเลโบโห่ กับ ทะเลเหลือง พิกัดคร่าว ๆ
ร้านขายของที่ระลึกที่อยู่บริเวณจุดนี้ ส่วนใหญ่เป็นสินค้าที่ทำจากหอยมุก
ของติดไม้ติดมือก็คือสร้อยที่ทำจากหินสีเขียวมรกต อันที่แม่ค้ากำลังยื่นให้เลย 
 อีกจุดที่น่าสนใจก็คือบริเวณหน้าฝาด้านล่างซึ่งเป็นรูปโค้งติดกับชายทะเลและมีสะพานให้ได้เดินชมความสวยงามของบริเวณรอบๆดังรูป

ดูคล้ายเป็นหาดเล็กจิ๋ว  ส่วนหินที่อยู่ด้านปลายแหลมนั้นเขาบอกว่าเป็นหินเทพหรือหินเซียนอะไรสักอย่าง

โค้งเว้าได้รูปสวยงามมาก  นักท่องเที่ยวสามารถเข้าเรือเร็ววิ่งจากข้างนอกเข้ามาที่จุดนี้ได้เลย

มีสะพานทอดยาวให้เดิน
ด้านหลัง (เสื้อแดงๆ)  เป็นท่าเที่ยบเรือ ซื้อตั๋วกลับทางเรือได้

ไหนๆก็มาแล้ว พลาดได้ไง

มีคนมานั่งตกปลา


สาวๆ กำลังรอชมพระอาทิตย์กำลังตกดิน

สิ่งที่คนตกปลาได้ บ้างก็เป็นปลาดาว

ปลาดาวบางตัวสีสรรแปลกตาและดูสวยดี


 จากนั้นก็สวมบทผู้บ่าวขาเลาะ เก็บตกสิ่งที่เหลืออยู่  





หลังเสร็จภาระกิจผู้บ่าวขาเล๊าะ ก็เป็นอันว่าสมควรแก่เวลาและเดินทางออกมาร่วมวงดินเนอร์กับเพื่อนๆที่บริเวณใกล้ๆกัน  ซึ่งได้นำภาพเก็บตกมาฝากกันในตอนต่อไป


ห่างจากโรงแรม Sanxianshan Hotel ประมาณ 4 Km.

ติดตามเรื่องเล่าล่าสุด กดไลน์ที่นี่จร้า