สื่อสิงคโปร์ประกาศ “เศรษฐีไทยเห็นแก่ตัว”

เว็บไซต์ Asiaone news ของสิงคโปร์ นำเสนอบทความเรื่อง Thailand's selfish super-rich เมื่อวันที่ 17 เมษายนที่ผ่านมา... อ่านหัวเรื่องแล้วก็สะดุ้ง เพราะแปลได้ความในทำนองที่ว่า “มหาเศรษฐีของไทยนั้น...เห็นแก่ตัว”








 แต่ก่อนจะพยักหน้าหงึกๆ เห็นด้วย หรือกระทืบเท้าเร่าๆ เพราะโกรธว่าเขาดูถูก... ลองมาดูเนื้อหาของบทความนี้กันก่อน บทความที่ไม่ปรากฎชื่อคนเขียนเริ่มต้นโดยอ้างรายงาน (ของใครก็ไม่รู้) ที่ว่าเดี๋ยวนี้ คนมีฐานะในโลกตะวันตก เขานิยมที่จะยกมรดกให้กับองค์กรการกุศลมากกว่าจะยกให้กับลูกหลาน บอกว่าเป็น “เทรนส์” ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว

 มีการอ้างถึง จอห์น โรเบิร์ทส์ มหาเศรษฐีชาวอังกฤษ ที่มีทรัพย์สินประมาณหนึ่งพันล้านดอลลาร์ ว่าเขาได้ป่าวประกาศกับสื่อมวลชน เป็นที่เรียบร้อยแล้วว่าจะยกทรัพย์สินทั้งหมดให้กับการกุศล บอกชัดเจนว่าลูกๆ ของเขาจะไม่ได้อะไรเลย...



มรดกที่เขาจะมอบให้ลูกๆ ก็คือ “คำพูด” ที่เขาเคยได้ยินมาจากพ่อของเขาอีกที “พ่อจะให้ชีวิตในเบื้องต้นกับลูกอย่างดีที่สุดเท่าที่พ่อจะทำได้ และลูกจะทำอะไรกับชีวิตต่อไป ก็เป็นเรื่องของลูกเอง” คงจะหมายถึงการให้ความรัก ความอบอุ่น การศึกษา ฯลฯ เพื่อเป็น “พื้นฐาน” ในการสร้างเนื้อสร้างตัวของลูกๆ ต่อไปในอนาคตข้างหน้า...

ซึ่งลูกๆ จะประสบความสำเร็จมากน้อยแค่ไหนนั้น...พ่อไม่เกี่ยว... จอห์น โรเบิร์ท บอกว่าเขาอยากให้ลูกๆ ทั้งห้าคนของเขามี “ความสุข” และใช้ชีวิตแบบธรรมดาๆ (Normal) ในอาชีพที่ลูกๆ เลือกกันเอง... 

ขณะเดียวกัน บิลล์ เกทส์ มหาเศรษฐีที่รวยที่สุดในโลกกับทรัพย์สินประเมิน 95 พันล้านดอลลาร์ ก็ได้ประกาศชัดเจนเช่นกันว่าจะไม่ยก ไมโครซอฟต์ ให้กับลูกๆ ทั้งสามคนของเขา เกทส์ บอกว่าเขาจะให้การศึกษาที่ดีที่สุด เพื่อให้ลูกๆ สามารถ “พึ่ง” ความสามารถของตัวเองในการสร้างอนาคต โดยไม่ต้องพึ่งพาทรัพย์สมบัติของพ่อแม่ บทความของ เอเซียวัน บอกต่อไปว่าการให้สัญญากับสังคมว่าจะอุทิศทรัพย์สินก้อนใหญ่ให้กับการกุศลของบรรดาเศรษฐีทั้งหลายนั้น แม้จะยังไม่กลายเป็นบรรทัดฐานที่มหาเศรษฐีทุกคนต้องปฏิบัติ แต่ก็กำลังเป็นกระแสที่เชียวกรากในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว ทีนี้ก็มาถึงประเด็นสำคัญที่แว้งมาถึงมหาเศรษฐีไทย...

  บทความบอกว่าไม่นานมานี้ สองมหาเศรษฐีอเมริกัน คือ บิลล์ เกตต์ และ วอร์เรน บัฟเฟทท์ ได้ร่วมกันทำเคมเปญให้มหาเศรษฐีทั่วโลกบริจาคเงินเพื่อสาธารณกุศลมากขึ้น ชื่อเคมเปญว่า Giving Pledge (คำสัญญาแห่งการให้) โดยขอให้มหาเศรษฐีที่เข้าร่วมเคมเปญ ทำการบริจาคทรัพย์สินอย่างน้อย 50 เปอร์เซ็นต์ของตัวเองให้กับองค์กรการกุศล...

จะบริจาคระหว่างมีชีิวิตอยู่ หรือจะบริจาคเพื่อเป็นอนุสรณ์หลังจากอำลาโลกใบนี้ไปแล้วก็ได้... จนถึงวันนี้ มีมหาเศรษฐีจากหลายประเทศ ปวราณาตัวเข้าร่วมเคมเปญที่ว่านี้แล้วประมาณ 122 คน...

ทั้งมหาเศรษฐีชื่อดังที่ชาวโลกรู้จัก อย่าง มาร์ค ซัคเกอร์เบิร์ค แห่งเฟสบุ๊ก, จอร์จ ลูกัส ผู้สร้าง Star Wars, เท็ด เทอร์เนอร์ แห่ง ซีเอ็นเอ็น, ริชาร์ด แบรนสัน แห่งเวอร์จิน กรุ๊ป, พอล อัลเลน หุ้นส่วนไมโครซอฟต์ ฯลฯ เรื่อยไปจนถึงมหาเศรษฐีที่รวยแบบเงียบๆ ตามประเทศต่างๆ แต่ยังไม่มีชื่อของมหาเศรษฐีจากประเทศไทย... บทความบอกว่าถือเป็นเรื่องน่าเศร้า...

เพราะเมืองไทยมีมหาเศรษฐีที่รวยติดอันดับโลกมากมาย บางคนรวยกว่าเศรษฐีรุ่นน้องที่มีชื่อในแคมเปญ Giving Pledge หลายเท่า บอกด้วยว่าเศรษฐีไทยบางคนก็บริจาคเงินให้กับองค์กรการกุศลอยู่บ่อยๆ... แต่เป็นการบริจาคด้วยเหตุผลที่ไม่ค่อยเหมือนสากลโลกเขา..

แถมบ่อยครั้งที่เป็นการบริจาคแบบมีเบื้องหลังซะด้วย... ยกตัวอย่างด้วยว่า... การอยากได้หน้า (desire for publicity) คือเหตุผลหลักอย่างหนึ่งของการบริจาคทรัพย์สิน... ไม่ใช่ทำลงไปพราะความมีน้ำใจ... ...แร๊งส์... 

บทความบอกว่า ไอเดียเรื่องการ “ตอบแทนสังคม” จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการส่งเสริมและประชาสัมพันธ์อย่างหนักในหมู่มหาเศรษฐีของบ้านเรา และว่าพวกเขาควรรู้ว่า ทรัพย์สมบัติทั้งหลายนั้นมาจากประเทศและประชาชนคนไทยทั่วไป... แม้ว่าในกรณีของคนที่ทำธุรกิจจนร่ำรวยขึ้นมาอย่างซื่อสัตย์สุจริตนั้น จะได้ทรัพย์สมบัติมาจากความเสี่ยง, การทำงานหนักและความวิริยะอุตสาหะอย่างมากมายก็ตาม แต่ผลกำไรทั้งหลายทั้งปวงก็สร้างสมขึ้นมาจากแรงงานและการอุดหนุนอุปถัมภ์ของเพื่อนร่วมชาติที่รวยน้อยกว่าทั้งนั้น... 

ความเห็นแก่ตัวนั้น บทความของเอเชียวันบอกว่าเป็นสิ่งท่ีติดตัวมาแต่กำเนิด โดยแฝงตัวมากับแนวความคิดที่ว่าทรัพย์สินเงินทองนั้น ควรรักษาเอาไว้ในครอบครัวและถ่ายทอดไปสู่ลูกหลานรุ่นต่อๆ ไป ซึ่งนั้นทำให้ความละโมภถูกเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ เพราะคนทั่วไปรู้สึกว่าจำเป็นจะต้อง “สะสม” ทรัพย์ศฤงคารให้มากที่สุด ไม่ใช่แค่เพื่อความสุขสบายตัวตัวเอง แต่เพื่อความสุขสบายของลูกและหลานในเจนเนอเรชั่นต่อๆ ไปด้วย... ความเห็นแก่ตัวและไม่ใส่ใจสังคมในวงกว้างนั้น คือสาเหตุของการคอรัปชั่นอย่างรุนแรง และเป็นสาเหตุให้ข้าราชการ นักธุรกิจ และนักการเมืองของประเทศไทยสามารถกลายเป็นมหาเศรษฐีขึ้นมาจากเงินภาษีของประชาชนทั่วไป... 

บทความนี้สรุปจบในบรรทัดสุดท้ายว่า... บางที... หากมหาเศรษฐีชาวไทยรุ่นปัจจุบัน ได้เริ่มต้นสอนลูกๆ หลานๆ ได้เห็นความจำเป็นของการทุ่มเททำงานหนัก เพื่อสร้างฐานะด้วยตัวเอง เหมือนอย่างที่มหาเศรษฐีในประเทศอื่นๆ เขากำลังทำกันอยู่เวลานี้นั้น มันอาจจะเป็นการแก้ไขต้นตอปัญหาใหญ่ของสังคมไทย เช่นปัญหา “คอรัปชั่น” ที่ได้ผลก็เป็นได้... 

เอาละครับ... อ่านบทความจบแล้วก็ลองคิดสะระตะกันสักหน่อยว่าสิ่งที่สื่อสิงคโปร์เขาว่ามานั้น มันมีความจริงความเท็จ มีเหตุมีผลหรือไม่อย่างไร... คิดดีแล้ว จะพยักหน้าด้วยเห็นด้วยกับสิ่งที่เขาว่า หรือกระทืบเท้าด้วยความโกรธว่าถูกต่างชาติดูถูก...​ ก็ไม่ว่ากัน...


CR: http://www.siamtownus.com