โฮจิมินห์ เวียดนาม

ทริปนี้เป็นการเดินทางมาเวียดนามครั้งแรก.. ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อต้นเดือนเมษายน 2008  หรือประมาณ 6 ปีที่แล้ว.. ซึ่งขณะนั้นผู้เขียนยังทำงานอยู่กับ ABB (สิงคโปร์) ในแผนก Marine Service dept.  โดยทำหน้าที่ให้บริการเซอร์วิชแก่ลูกค้ากลุ่มเรือเดินสมุทรและแท่นขุดเจาะน้ำมัน

สำหรับจุดหมายปลายทางของทริปนี้ก็คือการออกไปเซอร์วิช ลูกค้าซึ่งเป็นแท่นขุดเจาะน้ำมัน ที่่ตั้งอยู่นอกชายฝั่งทางตอนใต้ของเวียดนามใกล้ๆรอยต่อระหว่างน่านน้ำเวียดนามและมาเลเซีย ( บริเวณกรอบสีแดงดังรูปด้านล่าง)




การเดินทางก็เริ่มต้นจากสิงคโปร์ และบินลัดฟ้ามาลงที่สนามบินเมืองโฮจิมินห์ จากนั้นก็เดินทางด้วยรถยนต์ไปที่เมืองหวุงเต่า

จากสิงคโปร์ไปโฮจิมินห์ใช้เวลาบินประมาณ 1-1/2- 2 ชั่วโมง 

เมื่อถึงโฮจิมินห์ก็เดินทางต่อด้วยรถยนต์ไปที่เมืองหวุงเต่า *** กลูเกิลบอกว่าใช้เวลา 1 ชั่วโมง 48 นาที  แต่จริงๆแล้วใช้เวลา 2 ชั่วโมงครึ่ง เนื่องจากในตัวเมืองและบริเวณชาญเมืองจราจรค่อนข้างหนาแน่น...โดยเฉพาะอย่างยิ่งจำนวนรถมอเตอร์ไชต์ที่มีจำนวนมากมายบนท้องถนน นอกจากนั้นเส้นทางรถยนต์ส่วนใหญ่ก็จำกัดความเร็วอยู่ที่ประมาณ 60-80 Km/hr.





*** โฮจิมินห์ได้ชื่อว่าเมืองหลวงมอเตอร์ไชต์ของโลก ... ดังนั้นบนพื้นผิวจราจรหนาแน่นไปด้วยรถมอเตอร์ไชต์....โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาชั่วโมงเร่งด่วนของทุกๆวันบนถนนจะเต็มไปด้วยมอเตอร์ไชต์ดังภาพตัวอย่าง

" Saigon:  Motorbike Capital of the World"

ไซ่ง่อน หรือ ไซกอน (Saigon)  คือชื่อเมืองเดิมของโฮจิมินห์ 



เตรียมพร้อมที่จะเดินทางกลับขึ้นฝั่ง  ซึ่งจะต้องใส่เสื้อกั๊กที่มีถุงลมเพื่อช่วย
ในการลอยตัวในน้ำ  กรณีหากเกิดเหตุฉุกเฉิน

มาถึงหวุงเต่าและถึงโรงแรมที่พักที่ลูกค้าจองไว้ให้ก็ประมาณทุ่มกว่าๆซึ่งก็มืดพอดี..วันนี้จึงหยุดพักผ่อนที่นี่หนึ่งคืน.

7.00 น. ของวันใหม่ก็เดินทางไปที่ Helibase เพื่อนั่งเฮลิคอปเปอร์ไปทำงานที่แท่นเจาะน้ำมันซึ่งตั้งอยู่ไกล้ๆกับแนวรอยต่อระหว่างน่านน้ำเวียดนามกับน่านน้ำของมาเลเซีย 






แท่นเจาะน้ำมัน ซึ่งถ่ายผ่านหน้าต่างเฮลิคอปเตอร์ ........





หลังเสร็จภาระกิจก็กลับขึ้นฝั่งที่เมืองหวุงเต่าและเดินทางกลับมาที่เมืองโฮจิมินห์ ....


***  ขาไปเดินทางด้วยรถยนต์ ... แต่ว่าขากลับเดินทางด้วยเรือ ferry  ซึ่งเป็นเรือด่วนวิ่งระหว่างหวุงเตาและโฮจิมินห์ โดยใช้เวลาประมาณชั่วโมงครึ่ง  ซึ่งจะเร็วกว่าการเดินทางด้วยรถยนต์ประมาณหนึ่งชั่วโมง.. ส่วนค่าโดยสารก็ประมาณสองแสนดอง (200,000 VD)

*** เส้นทางเดินเรือดูได้จากภาพด้านบนตามแนวเส้นสีส้ม 



การเดินด้วยเรือด่วนนี้ถือว่าเป็นวิธีที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวพอสมควร...  เนื่องจากค่อนข้างสะดวกและประหยัดเวลา และนอกจากนั้นท่านยังจะได้ชื่นชมกันทัศนียภาพโดยรอบของสองฝั่งแม่น้ำอีกด้วย..ซึ่งยังคงความเป็นธรรมชาติน่าติดตามชม

และที่สำคัญในเรือด่วนเองยังมีเบียร์เย็นๆขายให้อีกด้วย ... เบียร์เย็นๆ  นั่งชมนกชมไม้และดูบรรยากาศสองฝั่งแม่น้ำไปเรื่อยๆ  มันก็เพลินไปอีกแบบครับ..

*** ไม่ขอแนะนำสำหรับคนที่ไม่คุ้นกับการเดินทางด้วยเรือ เพราะอาจจะมีอาการเมาเรือได้ ... ทริปนี้เสือน้อยเห็นสุภาพสตรีหลายท่านนั่งอาเจียนในระหว่างเดินทาง


ออกเดินทางตอนบ่ายแก่ๆจากหวุงเต่า มาถึงโฮจิมินห์ก็ราวๆห้าโมงเย็น ซึ่งก็เป็นอันว่าไม่ทันเที่ยวบินสำหรับบินกลับสิงคโปร์ในวันนี้...ดังนั้นคืนนี้จึงต้องนอนพักที่โฮจิมินห์เพื่อรอเที่ยวบินในวันถัดไป...หากเป็นภาษาวัยรุ่นก็ต้องบอกว่างานนี้เข้าทางโจร... :) 

หลังจากทำการเช็คอินเข้าห้องพักเรียบร้อยก็จัดแจงอาบน้ำอาบท่าตามระเบียบ..ต่อจากนั้นก็ได้เวลาสวมวิญญาณเสือเผ่น ...

แต่อย่างไรก็ตามกว่าเสือน้อยจะเสร็จภาระกิจหรือกว่าจะเผ่นได้ก็ตะวันตกดินพอดี...ดังนั้นแพลนวันนี้ก็จะเป็นอะไรที่หลวมๆ กล่าวคือไปเท่าที่จะเดินทางไปได้ในรัศมีที่ไม่ไกลจากโรงแรมที่พักมากนัก.. 


"กองทัพเดินด้วยท้อง"  อันดับแรกเลยคือหาอะไรหนักๆท้องก่อนเลย..

 แต่ต้องขอออกตัวก่อนว่าสำหรับเรื่องอาหารนั้น เสือน้อยไม่ค่อยสันทัดสักเท่าไหร่หรืออาจกล่าวได้ว่าเป็นคนไม่ค่อยได้สรรหาในเรื่องอาหารการกินสักเท่าไหร่... นอกเสียจากเมื่อเห็นอะไรที่หน้าตาแปลกๆหรือค่อนข้างแตกต่างจากอาหารไทยก็มักจะสั่งมาชิมดู...ดังนั้นมื้อค่ำวันนี้เสือน้อยจึงยกให้เพื่อนเวียดนามเป็นคนโปรแกรม..และสุดท้ายก็ไปลงตัวที่ร้านอาหารดังแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามและเยื้องกับ War Museum  ที่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญของโฮจิมินห์


มื้อเย็นวันนี้เพื่อนเวียดนามสั่งอาหารท้องถิ่นที่มีชื่อมาให้ชิมหลายรายการ  แต่เนื่องจากผลของเบียร์เย็นๆที่ดื่มบนเรือด่วนยังออกฤทธิ์ค้างอยู่จำนวนมาก  สุดท้ายก็จำไม่ได้ว่าหวดอะไรไปบ้าง  จำได้อย่างเดียวคืออะไรที่คล้ายปอเปี๊ยะสดดังรูป



เมื่อหนังท้องดึง..กล้ามเนื้อที่น่องก็เริ่มหย่อนและมีเรี่ยวแรง...และก็เป็นสัญญานเตือนว่าได้เวลาที่จะต้องไปยังที่ชอบๆแล้ว   !!

จากคำบอกเล่าของเพื่อนร่วมอาชีพที่มีประสบการณ์ มักแนะนำว่าเวียดนามค่อนข้างมีชื่อในเรื่องที่ไม่พึงปราถนา..โดยเฉพาะพวกมอเตอร์ไชต์และสามล้อที่อาสาพาคนไปยังโซนสีแดง..ซึ่งคนกลุ่มนี้จะเชี่ยวชาญเรื่องการเซ็ตเกมส์เพื่อตบทรัพย์ ... ดังนั้นจึงแนะนำว่าควรเลี่ยงที่จะออกไปท่องราตรีคนเดียว..

ในเมื่อเพื่อนๆให้คำแนะนำเช่นนี้..โปรแกรมคืนนี้เลยใช้เวลาส่วนใหญ่เดินเที่ยวและชิมไปบ่นไปอยู่แถวๆ ตลากบินถั่น ( Ben Than Night Markets) ซึ่งเป็นตลาดตอนกลางคืนที่มีชื่อเสียง  และที่สำคัญตลาดตั้งอยู่ห่างจากโรงแรมที่พักประมาณ 500 เมตร เท่านั้นเอง... เหนื่อยเมื่อไรก็เดินกลับโรงแรมนอนพักผ่อนได้เลย..

 ตลาดบินถั่นแห่งนี้จะมีของขายค่อนข้างเยอะพอสมควร มีหลากหลายให้เลือกชมทั้งกระเป๋า เป้ เสื้อผ้า หมวก ของที่ระลึก ผลไม้และอาหาร ... โดยเฉพาะอย่างยิ่งเสื้อกีฬายี่ห้อดัง ซึ่งถือว่าเป็นสินค้ายอดนิยมของนักท่องเที่ยวเลยทีเดียว 



เมื่อเดินเที่ยวชมและชิมไปบ่นไปจนได้ที่ ก็กลับเข้าโรงแรมเพื่อพักผ่อน...และจากอีเมล์ล่าสุดทางออฟฟิศแจ้งว่าเที่ยวบินสำหรับบินกลับฐานคือวันพรุ่งนี้ประมาณ 5 โมงเย็น..

สรุปว่ายังมีเวลาอย่างน้อยอีกเกือบหนึ่งวันเต็มๆที่จะได้มีโอกาสท่องเที่ยว สดอากาศ และเดินทางไปยังแลนด์มาร์คต่างๆที่น่าสนใจของตัวเมืองโฮจิมินห์..

กินอิ่มนอนหลับพักผ่อนเต็มที่   ตื่นเช้ามาจึงได้กฤษ์ออกเดินเที่ยวชมเมืองและสถานที่สำคัญๆ  โดยเริ่มตั้งแต่ตลาดที่เคยไปเยี่ยมเมื่อคืนที่ผ่าน..ไปดูว่าบรรยากาศตอนกลางกับกลางคืนต่างกันแค่ไหนอย่างไร .. จากนั้นเดินทางไปจตุรัสโฮจิมินห์ ..โบสถ์นอร์ทเธอดาม (Notre Dame Cathedral)... ไปรษณีย์กลางโฮจิมินห์ (Main Post Office) ...และก็แวะเดินเที่ยวชมห้างสรรพสินค้าที่อยู่ไกล้ๆกัน....แล้วตามด้วยพิพิธภัณฑ์สงคราม (War Museum) ซึ่งเป็นสถานที่สุดท้ายของวันนี้..


บริเวณจตุรัสโฮจิมินห์ ซึ่งมีรูปปั้นของลุงโฮเด่นสง่าอยู่ด้านหน้า
บริเวณโบสถ์นอร์ทเธอดาม (Notre Dame Cathedral) ซึ่งมีไปรษณีย์อยู่ด้านซ้ายมือ

เดินเที่ยวห้าง  เดินชมนกชมไม้   พริตตี้มอเตอร์ไชต์โชว์ยิ้มหวานเรียกลูกค้า.






สถานที่สุดท้ายคือพิพิธภัณฑ์สงคราม (War Museum) ซึ่งเป็นสถานที่รวบรวมอุปกรณ์และเรื่องราวต่างๆสมัยสงคราม เช่น อาวุธ  เครื่องมือสื่อสารและอื่นๆที่ใช้ในช่วงสงคราม นำมาแสดงไว้ให้ได้ดูกัน..


เครื่องพิมพ์ดีด
เฮลิคอปเตอร์ที่ใช้สมัยสงคราม

.....





อุปกรณ์สื่อสาร









เจอคู่บ่าวสาว ที่มาถ่ายรูปสำหรับเป็นที่ระลึกก่อนวันแต่งงาน   จึงร่วมวงไพบูลย์แสดงความยินดีกับเขาด้วย ในฐานะแขกผู้มีเกือก ..55




การได้ลองอาหารท้องถิ่นแบบถึงเนื้อถึงตัวถือว่าเป็นความชอบส่วนบุคล ..ดังนั้นก่อนเดินทางกลับฐาน ... จึงทำการสั่งลาโฮจิมินห์ด้วย  อาหารหาบเร่ริมทาง ซึ่งจำชื่อไม่ได้ว่ามันคืออะไร แต่ที่แน่ๆมันคล้ายขนมจีนน้ำยา ...  ซึ่งก็อร่อยดีเหมือนกัน..

ลูกสาวแม่ค้ายืนยิ้มหวานช่วยคุณแม่ทำงาน ... ลองถามเล่นๆดูว่าหากจะสู่ขอเพื่อแต่งงานด้วยจะคิดค่าสินสอดเท่าไร .. คุณแม่ค้าตอบว่า 200,000,000 (สองร้อยล้านดอง)  หรือประมาณสามแสนบาท..555
แม่ค้าตาคม ... สังเกตุจากหุ่นก็รู้ว่ามีเสน่ห์ปลายจวัก..
ลิ้มลองอาหารท้องถิ่น เพื่อความเป็นศิริมงคล ก่อนเดินทางกลับ



ลุยทั้งวันจนกระทั้งเวลาหมด ... หากขึ้นเท๊กซี่มีหวังคงตกเครืองแน่ๆเพราะจราจรติดขัดเหลือเกิน  ..สุดท้ายเลยต้องพึ่งมอไชต์แท๊กซี่มาส่งที่สนามบิน ... ลักษณะเช่นนี้คนที่เคยใช้สนามบินดอนเมืองสมัยก่อนจะคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี..


เวียดนามตอนแรกขอจบไว้แค่นี้ก่อน... สำหรับเส้นทางนี้ผมได้มีโอกาสเดินทางมา 3-4 เที่ยว ซึ่งยังจะมีเรืองเล่าอีกพอสมควร ... โปรดติดตามเวียดนามตอนต่อไปนะครับ  !!  บะบายโฮจิมินห์ 




ลิงค์ข้อมูลท่องโฮจิมินห์ที่น่าสนใจ :