แบกเป้เที่ยวพม่าวันที่ 1 แอ่วเมืองพะโค

แบกเป้เที่ยวพม่าวันที่1 - สัมผัสกลิ่นไออดีตเมืองหลวงของขาวมอญ (พะโค)


ภาพประกอบจากกูเกิ้ล

พม่าถือได้ว่าเป็นประเทศที่อยู่ลิสท่องเที่ยวลำดับต้นๆของพี่เสือตลอดมา ....หลายปีที่ผ่านมาเคยฝันไว้ว่าหากพม่าเปิดประเทศหรือสามารถเดินทางเข้าออกได้ง่ายขึ้นเมื่อไหร่แล้วละก็จะหาโอกาสไปเที่ยวชมทะเลเจดีย์ที่เมืองพุกามและเจดีย์ชเวดากองที่เมืองย่างกุ้งกับเขาสักครั้ง ณ วันนี้อะไรหลายๆอย่างที่เคยฝันไว้ก็กลายมาเป็นจริง...หลังจากที่พม่าได้มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเปลี่ยนจากเผด็จการทหารมาเป็นระบบประชาธิปไตย ก็เลยทำให้มีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง พม่าได้รับการตอบรับที่ดีจากนานาชาติทั้งทางด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุนและการท่องเที่ยว ซึ่งผลลัพธ์ส่วนใหญ่จะออกมาในเชิงบวก   นอกจากนั้นพม่ายังเปิดโอกาสให้คนไทยซึ่งเป็นเพื่อนบ้านกันมาตั้งแต่โลกใบนี้ถือกำเนิดขึ้นมาในจักรวาล ได้เดินทางเข้าออกประเทศได้แบบไม่ต้องใช้วีซ่าและสามารถอยู่ได้ถึง 14 วัน   ..... ซึ่งก็ถือว่าเป็นนิมิตรหมายในเชิงบวกและน่าจะ win win  ด้วยกันทั้งสองประเทศ ....ซึ่งก็เลยเป็นการจุดประกายความฝันของพี่เสือขึ้นมาอีกครั้งที่จะได้มีโอกาสเติมเต็มในสิ่งที่เคยได้ฝันเอาไว้ ...............




ทริปนี้เกิดขึ้นช่วง 17-21 พฤศจิกายน 2559 (2016) ที่ผ่านมา   ซึ่งเป็นทริปที่แตกต่างกับการเดินทางเกือบทั้งหมดที่ผ่านมากล่าวคือทริปนี้ไม่มีเรื่องการงานเข้ามาเกี่ยวข้อง เป็นการเดินทางเพื่อเรียนรู้และพักผ่อน แต่อย่างไรก็ตามทริปนี้เป็นอะไรที่ไม่มีการแพลนล่วงหน้า เพราะเดิมทีนั้นตั้งใจว่าจะไปพิชิตยอดภูกระดึงเพื่อสัมผัสกลิ่นไอความหนาวในช่วงต้นฤดูหนาว  แต่หลังจากได้อ่านรีวิวและประเมินสภาพร่างกาย ณ ตอนนั้นดูแล้วก็เลยคิดว่าตรูไม่น่าจะขึ้นภูไหว    สุดท้ายก็เลยต้องตัดสินใจเปลี่ยนแปลงแพลนแบบกระทันหันและเบนเข็มทิศหันหัวมุ่งไปที่พม่าโดยมีเป้าหมายอยู่ที่สามเมืองหลัก นั้นคือ
มัณฑะเลย์ พุกามและมาจบทริปที่ย่างกุ้ง  โดยข้อมูลท่องเที่ยวในมือนั้นแทบไม่ต้องพูดถึง มีเพียงรีวิวของเมืองต่างๆที่โหลดเก็บไว้ในมือถือ นอกจากนั้นถือคติว่า ทางอยู่ที่ปาก   และตั้งสมมุติฐานเบื้องต้นไว้ว่าคนพม่าน่าจะเก่งและสื่อสารภาษาอังกฤษได้ดี 

ทริปนี้พี่เสือตัดสินใจเลือกเดินทางกับสายการบิน lion airline ซึ่งบินออกจากสนามบินดอนเมืองเวลาประมาณ 9.05 น. และไปถึงสนามบินที่เมืองย่างกุ้งเวลาประมาณ 10.00 ณ.  ส่วนค่าใช้จ่ายไปกลับก็สี่พันกลางๆ

เมื่อไปถึงสนามบินปลายทางแล้วเป้าหมายต่อไปตามที่แพลนไว้ก็คือเมืองมัณ
ฑะเลย์ ซึ่งตั้งอยู่แถบภาคเหนือตอนล่างหรือภาคกลางตอนบนของพม่า ซึ่งหากเปรียบเทียบกับไทยแล้วก็น่าอยู่พิกัดจังหวัดสุโขหรือพิษณุโลกอะไรประมาณนั้น  ซึ่งตามแพลนแล้วจะเดินทางไปที่นั้นด้วยรถบัสประจำทาง

 ระหว่างที่เข้าแถวรอคิวตรวจคนเข้าเมืองนั้น ก็บังเอิญมีได้โอกาสรู้จักพูดคุยกับคนไทยที่ทำธุรกิจอยู่ที่พม่ามาคนหนึ่ง แกอยู่พม่ามาร่วมยี่สิบปีและเชี่ยวชาญเรื่องพม่าและภาษาพม่าเป็นอย่างดีเยี่ยม ซึงเป็นพูดคุยกันอย่างถูกคอถึงแม้จะช่วงเวลาสั้นๆเพียงไม่กี่นาที และเจ้แกก็เลยให้เบอร์ไว้สำหรับกรณีฉุกเฉินและคำแนะนำในการเดินทางไปสถานีขนส่งเพื่อไปต่อรถไปเมือง
มัณฑะเลย์ให้ พร้อมทั้งพาหลบหลีกแท๊กซี่สนามบินทีส่วนใหญ่จะรอและคอยดักฟันชาวต่างชาติซึ่งคล้ายๆกับแท๊กซี่บ้านเรา    โดยติดรถแท๊กซี่ที่เจ้แกใช้บริการไปลงที่ตลาดแซหม่าซึ่งอยู่ห่างจากสนามบินไปนิดหน่อยประมาณกิโลเศษๆ  จากนั้นก็ให้จับรถโดยสารประจำทางต่อไปที่สถานีขนส่ง ซึ่งค่ารถจะอยู่แถวๆยี่สิบบาท  ซึ่งถ้าใช้บริการแท๊กซีจากสนามบินก็หลายร้อยบาท

เมื่อไปถึงตลาดและสอบถามชาวบ้านดูก็ได้ความว่ารถโดยสารไปไม่ถึงสถานีขนส่ง ต้องใช้บริการแท๊กซี่ สุดท้ายก็เลยตกลงตามนั้น ค่าโดยสารก็ 4000 จ๊าด หรือ 100 บาทกว่า  ซึ่งถูกกว่าแท๊กซี่ที่สนามบินมากว่าเท่าตัว นอกจากนั้นยังพาไปส่งถึงเค้าเตอร์จองรถตั๋วบัสที่จะไป
มัณฑะเลย์เลยที่เดียว


เราไปถึงสถานีขนส่งและจองตั๋วเสร็จเรียบร้อยก่อนเที่ยง แต่รถมีวันละเที่ยวและจะออกเดินทางตอนสามทุ่ม.....เวลาเหลืออีกบานตะไทเลยทำไงดี?   เมื่อท้องเริ่มเบาหวิวและเริ่มมีความหิวเข้ามาแทรก ก็เลยตัดสินใจหาอะไรมาถ่วงท้องให้ได้น้ำหนักก่อน

หลังจากที่เดินดูร้านขายอาหารบริเวณรอบๆอยู่หลายร้าน  สิ่งที่เห็นปรากฏว่าเมนูนั้นเป็นภาษาพม่าล้วนแถมสื่อสารภาษาอังกฤษไม่เข้าใจ  ก็เลยไม่กล้าสั่งมาหม่ำๆ  สุดท้ายก็เลยหันมาลงเอยที่จิ้มจุ่มสไตล์พม่าแทน ดังรูป  ( ลิงค์รายละเอียดเกี่ยวกับจิ้มจุ่มพม่า => คลิก !)


องค์ประกอบหลักเลยก็คือชิ้นส่วนและเครื่องในหมู เช่นหู จมูก คอ ใส้  เครื่องใน เป็นต้น  ซึ่งเอาต้มหรือนึ่งอะไรประมาณนี้ แล้วหันเป็นชิ้นเล็กๆเสียบไม้คล้ายลูกชิ้นและขายไม้ละ 100 กับ 150 จ๊าด ท่านอยากหม่ำแบบไหนก็เลือกเอาตามใจชอบ โดยจิ้มกับน้ำจิ้มพริกกระเทียม ..มื้อนี้หลงจ้งก็5600 จ๊าด


แนวทางของ ซําเหมาพเนจร  คือทางอยู่ที่ปาก....และหลังจากทำการถ่วงท้องได้ที่แล้วก็มองหาคนที่พอจะ ฟุต ฟิต ฟอ ไฟ ได้บ้าง เพื่อไต่ถามและขอคำแนะนำสำหรับสถานที่ท่องเที่ยวที่อยู่ใกล้ๆหรือที่ไหนก็ได้ที่พอจะฆ่าเวลาที่เหลืออยู่อีก 7-8 ชั่วโมง ก่อนที่รถบัสจะออกเดินทาง

ทางอยู่ที่ปากเริ่มเป็นผล หลังจากเจรจาได้สักพักข้อมูลดีๆก็เริ่มทยอยเข้ามาทั้งสถานที่ท่องเที่ยวรวมถึงข้อมูลการเดินทาง .... และประมวลผลเสร็จสรรพ ก็ตกลงว่าเมืองพะโคหรือหงสาวดี คือคำตอบสุดท้าย
--------------------------------------------------
เมืองพะโค(Bago) อยู่ห่างจากเมืองย่างกุ้งขึ้นไปทางเหนือประมาณ 80 กิโลเมตร  คนพื้นเมืองจะออกเสียงเรียกชื่อเมืองนี้ว่า หานต่าววดี (Hanthawaddy) หรือหงสาวดีที่เราๆท่านคุ้นหู (Hongsawatoi) ซึ่งเป็นที่ตั้งตำหนักของพระเจ้าบุเรงนองหรือผู้ชนะสิบทิศ  ซึ่งเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรหงสาวดี และเคยเป็นเมืองหลวงของชาวมอญมาก่อนในอดีต ... อ่านประวัติเพิ่มเติมได้ที่นี่ => คลิก !  หรืออ่านคู่มือเที่ยวเมืองพะโคด้วยตนเองที่นี่ => คลิก !
                                               --------------------------------------------------
    จากสถานีขนส่งไปพะโคระยะทางประมาณ 70 - 80 กิโลฯ  เราเดินทางโดยรถประจำทาง ค่าโดยสารคนละ 1000 จ๊าด หรือ 25 บาทกว่า ไป- กลับก็ 50 บาทกว่า และใช้เวลาประมาณชั่วโมงครึ่งต่อเที่ยว   ซึ่งหากเป็นแท๊กซี่พร้อมคนขับก็จะโดนชาร์จ 1,500 -3,000 บาท

     เรา ซําเหมาพเนจร เบี้ยน้อยหอยน้อยก็เลยเลือกเดินทางด้วยรถโดยสารประจำทางและด้วยเวลาที่จำกัด ดังนั้นเมื่อเฉียดมาเมืองนี้แบบไม่ได้ตั้งก็เลยเน้นเลือกที่เที่ยวเฉพาะจุดที่สำคัญๆทางประวัติศาสตร์เท่านั้น  นั่นคือ บริเวณสถานที่ที่เคยเป็นตำหนักพระที่นั่งของพระเจ้าบุเรงนอง (Bumble bee throne hall) กับพระธาตุมุเตา (Shwemawdaw Pagoda)  ซึ่งทั้งสองที่อยู่ใกล้ๆกัน ห่างกันเพียง1 กิโลฯนั้นและใช้เวลาเดิน10 กว่านาทีเท่านั้น





Bumble bee throne hall  หรือ พระราชวังผึ้ง (Bee throne hall)
อดีตพระเจ้าบุเรงนองทรงโปรดปรานผึ้งมากและใช้การต่อสู้ของผึ้งมาใช้เป็นยุทธวิธีในการรบ
นอกจากนั้นเมื่อพระเจ้าบุเรงนองได้สร้างพระราชวังเสร็จก็มีฝูงผึ้งมาทำรังอยู่หลายร้อยปี
  พระราชวังนี้มีชื่ออีกอย่างหนึ่งว่าบัลลังก์ภุมรินทร์ หรือ บัลลังก์ผึ้ง (Bee Throne)

อันนี้อยู่ด้านหลังของ Bumble bee throne hall  ซึ่งไกด์ท้องถิ่นได้เล่าให้ฟังว่าอตีดมันคือ King's Bank หรือที่เก็บเงินหรือทรัพย์สมบัติของกษัตริย์หรือพระเจ้าบุเรงนองนั้นเอง

KanBawZaThadi Golden Palace - พระราชวังของพระเจ้าบุเรงนอง

บริเวณหน้าพระราชวังของพระเจ้าบุเรงนองก่อนเข้าไปเดินชมด้านใน


บริเวณด้านใน ซึ่งเดิมทีเป็นเสาไม้ ปัจจุบันได้มีการสร้างขึ้นมาใหม่แทนที่ของเดิมที่เป็นไม้

   ------------------------------------------------------------------------------อ่านประวัติของพระเจ้าบุเรงนองได้ที่นี่ => บะยินเนาว์ (Bayinnaung            -------------------------------------------------------------------------------
หลังจากใช้เวลาอยู่เดินชมและศึกษาอยู่ที่นี่ชั่วโมงกว่าๆ ก็เดินทางต่อไปที่เจดีย์ชเวมอดอร์หรือพระธาตุมุเตา ที่คนไทยคุ้นเคย
------------------------------------------------------------------------------
 ติดตามประวัติของพระธาตุมุเตาได้ที่นี่ =>พระธาติมุเตา          -------------------------------------------------------------------------------
 

หลังจากใช้เวลาอยู่กับพระธาตุมุเตาและร้านค้าขายของที่ระลึกบริเวณรอบๆอยู่ประมาณ 50 นาที ก็ได้เดินทางกลับมาที่สถานีขนส่งที่เดิมด้วยรถโดยสารประจำทางอีกเช่นเคย

 
ลักษณะรถประจำทางนั้นก็ขนาดเท่าๆกับมินิบัสบ้านเรา  ส่วนสภาพเก่ากึ๊ก ฟังก์ชั่นต่างๆที่ใช้ไดมีสองอย่างหลักๆคือเครื่องยนต์กับแตร อย่างอื่นไม่ต้องพูดถึง  คนขับก็พอๆกับรถเมล์สาย 8 บ้านเรา เบรคแต่ละทีหัวทิ่มหัวตำไปตามๆกันขอบอก แต่อย่างไรก็ตามก็มันไปอีกแบบ

รถประจำทางสายนี้ปกติจะวิ่งไปมาระหว่างย่างกุ้งกับพะโค และไม่ได้วิ่งเข้าสถานีขนส่ง โดยผู้ที่จะไปขนส่งก็จะต้องลงตรงสามแยกที่จะไปย่างกุ้งแล้วต่อแท๊กซี่หรือ
นั่งมอไซต์สกายแลปเข้าอีกต่อนึง   ส่วนเส้นทางที่จะไปขนนั้นส่งจราจรค่อนข้างหนาแน่นและรถติดมาก สถานะการณ์ไม่ค่อยสู้ดีขืนชักช้าอาจตกรถได้    สุดท้ายก็เลยตัดสินใจใช้บริการสกายแลป แทนแท๊กซีเพื่อเดินทางกลับไปสถานีขนส่ง (ค่าโดยสาร 50 บาท )
  นับว่าเป็นความโชคดีที่สกายแลปเคลื่อนที่ได้รวดเร็วบนถนนที่จราจรหนาแน่น ทำให้ถึงเร็วกว่ากำหนดและยังมีเวลาพอสำหรับเข้าไปใช้บริการห้องอาบน้ำที่สถานีขนส่ง (ค่าบริการ 5 บาท )  เพื่ออาบน้ำอาบท่าให้สะบายก่อนที่จะเดินทางต่อไปเมืองมัณฑะเลย์ 

ภาพประกอบจากกูเกิ้ล

โปรแกรมวันแรกคงมีเรื่องราวมาเล่าสู่กันฟังเพียงเท่านี้  .... ตอนต่อไปเป็นเรื่องเล่าที่ เมืองมัณฑะเลย์  ซึ่งจะได้เรียบเรียงมาเล่าสู่กันฟังในตอนต่อไป อย่าลืมติดตามนะครับ